ทำไมผมถึงมาขับ Grab ด้วยรถไฟฟ้า MG ZS EV และทำไมต้องเริ่มจดทุกบาท

ทุกคืนหลังจากปิดแอป ผมมักจะเปิดดูยอดรายได้ของวันนั้นเสมอครับ บางวันตัวเลขก็ดูดี บางวันก็พอใช้ได้ แต่แปลกมากที่พอถึงสิ้นเดือน เงินที่เหลืออยู่ในบัญชีจริง ๆ กลับไม่ตรงกับที่คิดไว้เลย

บันทึกนี้เป็นตอนแรกของชุด “บันทึกคนขับ EV” ครับ ผมจะมาเล่าให้ฟังว่าผมเป็นใคร ทำไมถึงมาขับ Grab ด้วยรถไฟฟ้า และอะไรเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผมตัดสินใจเริ่มจดทุกบาททุกสตางค์ที่เข้าและออกจากกระเป๋า

ผมเป็นใคร

ผมเริ่มมาขับ Grab ตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2567 ครับ ก่อนหน้านี้ผมทำธุรกิจค้าขายเหล็ก เป็นนายหน้าแบบซื้อมาขายไป แต่พักหลัง ๆ เริ่มมีคนลงมาทำแบบเดียวกันเยอะขึ้น แข่งราคากันหนักมากจนผมเริ่มไม่ไหว

รถที่ผมใช้วิ่งงานอยู่ตอนนี้เป็น MG ZS EV ปี 2022 ส่วนแฟนผมก็ออกมาขับ Grab เต็มตัวเหมือนกัน โดยใช้รถ MG ES เริ่มขับมาตั้งแต่ประมาณเดือนเมษายน 2567 แล้วครับ เมื่อก่อนแฟนทำงานอยู่ที่ระยอง แต่ตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาวิ่งแอปเต็มตัว เพราะช่วงนั้นเห็นว่ายอดในแอปดูดีครับ

ทำไมมาขับ Grab

ส่วนตัวผมที่ออกมาขับ Grab เพราะต้องหาเงินหมุนเวียนเอามาใช้จ่ายในบริษัทด้วยครับ เนื่องจากเหล็กเริ่มขายไม่ค่อยออก แต่ค่าผ่อนรถก็ยังต้องจ่ายอยู่ทุกเดือน พอเห็นว่าแฟนวิ่งแล้วยอดในแอปดูดี ก็เลยมาขับด้วยกันครับ

ทำไมเลือกรถไฟฟ้า

เหตุผลที่เลือกใช้รถไฟฟ้า เพราะตอนนั้นคิดแค่ง่าย ๆ ว่าค่าน้ำมันแพง ใช้รถน้ำมันน่าจะไม่คุ้ม ไม่ได้มานั่งคำนวณอะไรซับซ้อนครับ แค่รู้สึกว่ารถไฟฟ้าน่าจะมีกำไรเหลือมากกว่า และตอนนี้ก็ผ่อนกันอยู่ทั้งสองคันครับ

จริงอยู่ครับที่รถไฟฟ้าไม่ต้องเติมน้ำมัน แต่ค่าไฟต่อกิโลเมตรจริง ๆ ขึ้นอยู่กับว่าเราไปชาร์จที่ไหนด้วย ชาร์จที่บ้านมักจะถูกกว่าไปชาร์จที่ตู้ชาร์จสาธารณะ ส่วนรถผมตกกิโลเมตรละกี่บาทจริง ๆ เดี๋ยวผมจะเอามาเล่าให้ฟังละเอียด ๆ ในตอนที่ 3 ครับ

วันทำงานของผม

ปกติแล้วผมจะวิ่งงานวันละประมาณ 9 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 6 วัน ส่วนใหญ่ออกวิ่งตั้งแต่ตีห้าไปจนถึงบ่ายสองโมงครับ

ยอดในแอป ไม่ใช่เงินที่เหลือ

ตัวเลขที่เราเห็นเด้งขึ้นมาในแอป คือเงินที่ทางแอปจ่ายให้เราครับ แต่ยังไม่ได้หักค่าใช้จ่ายของตัวรถเลย ซึ่งค่าใช้จ่ายพวกนี้มีอยู่ 2 ส่วนด้วยกัน

ส่วนแรกคือค่าใช้จ่ายรายวัน เช่น ค่าไฟหรือค่าน้ำมัน ค่าทางด่วน และค่าที่จอดรถ

ส่วนที่สองคือค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้จ่ายทุกวัน แต่ถึงเวลาก็ต้องจ่ายอยู่ดี เช่น ค่างวดรถ ค่าประกัน ภาษีและ พ.ร.บ. ค่าโทรศัพท์ รวมไปถึงค่าสึกหรอของรถ อย่างยาง เบรก และค่าเข้าเช็กระยะที่ศูนย์

ค่าใช้จ่ายส่วนที่สองนี่แหละครับที่ทำให้เงินเราหาย เพราะในวันที่ออกไปวิ่งงาน เราไม่ได้จ่ายเงินก้อนนี้ออกไปทันที เลยลืมนับรวมเข้าไปด้วย ความรู้สึกแรกของผมตอนนั้นคือ “เฮ้ย เงินมันหายไปไหนหมด” แล้วความรู้สึกที่ตามมาติด ๆ ก็คือ “แล้วเงินที่มีจะพอจ่ายค่าใช้จ่ายที่รออยู่ข้างหน้าไหมเนี่ย”

ผมเลยทำสมุดจดงานขึ้นมาใช้เอง

พอเจอแบบนี้ ผมเลยทำสมุดจดงานบนมือถือขึ้นมาใช้เองครับ เอาไว้จดว่าวิ่งแต่ละรอบรับงานไปกี่ชั่วโมง วิ่งไปกี่กิโลเมตร และได้เงินจากแต่ละแอปเท่าไหร่ ส่วนค่าไฟไม่ต้องนั่งจดให้ปวดหัว สมุดจะคำนวณจากระยะทางให้เองเลย

สมุดเล่มนี้ใช้ได้กับทุกแอป ไม่ว่าจะเป็น Grab, Bolt หรือ LINE MAN จดแยกรายได้ทีละแอปได้ครับ

หน้าสรุปของสมุดจะบอกเลยว่าวันนี้ สัปดาห์นี้ หรือเดือนนี้ รายได้ที่ทำได้พอจ่ายค่างวดหรือยัง และต้องทำให้ได้วันละเท่าไหร่ถึงจะพอจ่าย นอกจากนี้ยังมีตารางบอกด้วยว่า งานที่เด้งเข้ามาระยะทางเท่านี้ ต้องได้อย่างน้อยกี่บาทถึงจะไม่ขาดทุน

ตอนนี้สมุดยังเป็นรุ่นทดลองอยู่นะครับ คนที่ใช้อยู่ตอนนี้มีแค่ผมกับแฟนสองคน

ชุดบันทึกนี้จะเล่าอะไร

ทุกสัปดาห์ ผมจะเอาตัวเลขจริงจากสมุดมาเล่าให้ฟังครับ ทั้งยอดเงินในแอป ค่าไฟ ค่างวด และเงินที่เหลือเข้ากระเป๋าจริง ๆ รวมถึงเรื่องที่เจอในสัปดาห์นั้น สัปดาห์ไหนได้น้อยก็จะเอามาเล่าตรง ๆ เหมือนกันครับ

  • ตอนที่ 2: สัปดาห์แรกที่จดทุกบาท (จันทร์ 31 ส.ค. – อาทิตย์ 6 ก.ย. 2569)
  • ตอนที่ 3: ค่าไฟ MG ZS EV ต่อกิโลเมตรของผมจริง ๆ เท่าไหร่
  • ตอนที่ 4: งานแบบไหนที่รับแล้วขาดทุน

ช่วยตอบแบบสำรวจ 2 นาที

ผมอยากรู้ครับว่าพี่น้องคนขับคนอื่นเจอปัญหาแบบเดียวกับผมไหม และอยากรู้อะไรเกี่ยวกับตัวเลขรายรับรายจ่ายของตัวเองบ้าง รบกวนช่วยตอบแบบสำรวจสั้น ๆ ให้หน่อยนะครับ กดตรงนี้เพื่อตอบแบบสำรวจ

ถ้าใครอยากลองใช้สมุดเล่มนี้ก่อนคนอื่น ทิ้ง LINE ID ไว้ในแบบสำรวจได้เลยครับ ผมจะใช้ติดต่อเรื่องสมุดเท่านั้น


ตัวเลขในบันทึกชุดนี้เป็นข้อมูลการวิ่งงานของผมคนเดียว รายได้ของแต่ละคนจะแตกต่างกันไปตามพื้นที่ ช่วงเวลาที่วิ่ง และรถที่ใช้ บทความนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัท Grab และไม่ได้รับการสนับสนุนใด ๆ จาก Grab

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Scroll to Top